2026-07IUI

IUI คืออะไร? ทำความเข้าใจสำหรับผู้มีบุตรยาก

สำหรับคู่ที่พยายามมีลูกมาระยะหนึ่งแต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ IUI หรือการฉีดเชื้ออสุจิเข้าสู่โพรงมดลูก เป็นหนึ่งในวิธีดูแลภาวะมีบุตรยากที่แพทย์อาจนำมาพิจารณา เนื่องจากมีขั้นตอนไม่ซับซ้อนมาก และยังอาศัยกระบวนการปฏิสนธิตามธรรมชาติของร่างกายเป็นส่วนสำคัญ

การทำ IUI เหมาะกับผู้ที่ยังมีปัจจัยพื้นฐานต่อการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติอยู่ เช่น ฝ่ายหญิงมีท่อนำไข่ที่สามารถใช้งานได้อย่างน้อยหนึ่งข้าง และฝ่ายชายยังมีอสุจิที่เคลื่อนไหวได้ดีในจำนวนเพียงพอ อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ไม่ได้เหมาะกับผู้มีบุตรยากทุกกรณี จึงควรเข้ารับการตรวจประเมินจากแพทย์ก่อนเลือกแนวทางรักษา

ที่ LRC Fertility Clinic การพิจารณาว่าควรเริ่มจาก IUI หรือเลือกเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์แบบอื่น เช่น IVF หรือ ICSI จะอ้างอิงจากอายุของฝ่ายหญิง สภาพของท่อนำไข่ คุณภาพของอสุจิ ระยะเวลาที่พยายามมีบุตร และข้อมูลสุขภาพของทั้งสองฝ่ายร่วมกัน

2026-07 IUI (2)

IUI คืออะไร และช่วยให้เกิดการปฏิสนธิได้อย่างไร

IUI ย่อมาจาก Intrauterine Insemination หมายถึงการฉีดเชื้ออสุจิที่ผ่านการเตรียมและคัดเลือกแล้วเข้าสู่โพรงมดลูกโดยตรงในช่วงเวลาที่ฝ่ายหญิงกำลังตกไข่ เพื่อช่วยให้อสุจิจำนวนมากขึ้นสามารถเดินทางไปยังบริเวณท่อนำไข่ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ไข่และอสุจิมีโอกาสพบกันและเกิดการปฏิสนธิ

ก่อนนำมาใช้ทำ IUI น้ำเชื้อจะผ่านกระบวนการเตรียมในห้องปฏิบัติการ เพื่อแยกอสุจิที่เคลื่อนไหวได้ดีออกจากอสุจิที่เคลื่อนไหวช้าหรือไม่เคลื่อนไหว จากนั้นจึงนำเชื้อที่เตรียมแล้วเข้าสู่โพรงมดลูกผ่านทางปากมดลูก การทำ IUI จึงช่วยลดระยะทางที่อสุจิต้องเคลื่อนที่ และช่วยข้ามสภาพแวดล้อมบางส่วนภายในช่องคลอดและบริเวณปากมดลูก

แม้จะมีการฉีดอสุจิเข้าสู่โพรงมดลูกโดยตรง แต่หลังจากนั้นอสุจิยังต้องเคลื่อนที่ไปหาไข่ด้วยตัวเอง และการปฏิสนธิยังคงเกิดขึ้นภายในร่างกายตามธรรมชาติ ด้วยเหตุนี้ IUI จึงถือเป็นวิธีดูแลผู้มีบุตรยากที่ใกล้เคียงกับการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติมากกว่า IVF และ ICSI

ทำไมการทำ IUI จึงช่วยเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์

ในการหลั่งน้ำเชื้อแต่ละครั้ง ฝ่ายชายอาจมีอสุจิจำนวนมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าอสุจิทั้งหมดจะสามารถเดินทางไปถึงไข่ได้ เนื่องจากอสุจิต้องผ่านช่องคลอด ปากมดลูก โพรงมดลูก และเดินทางต่อไปยังท่อนำไข่

สภาพแวดล้อมที่เป็นกรดภายในช่องคลอด รวมถึงลักษณะของปากมดลูก อาจทำให้อสุจิส่วนหนึ่งตาย อ่อนแรง หรือไม่สามารถเดินทางไปถึงตำแหน่งที่ไข่อยู่ได้ โดยข้อมูลของ LRC ระบุว่า แม้การหลั่งน้ำเชื้อหนึ่งครั้งอาจมีอสุจิประมาณ 200 ล้านตัว แต่อสุจิที่สามารถเดินทางไปถึงบริเวณไข่ได้อาจเหลือเพียงประมาณ 200–500 ตัว

การทำ IUI จึงเข้ามาช่วยลดข้อจำกัดดังกล่าว ด้วยการเตรียมน้ำเชื้อให้มีความเข้มข้นมากขึ้น เลือกอสุจิที่เคลื่อนไหวได้ดี และฉีดเข้าสู่โพรงมดลูกโดยตรง ทำให้อสุจิไม่ต้องเดินทางผ่านช่องคลอดและปากมดลูกทั้งหมด

นอกจากนี้ แพทย์จะกำหนดช่วงเวลาทำ IUI ให้สอดคล้องกับการตกไข่ เพื่อให้อสุจิที่ฉีดเข้าไปมีโอกาสพบกับไข่ในช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด หลักการสำคัญของวิธีนี้จึงเป็นการเพิ่มจำนวนอสุจิที่มีคุณภาพในตำแหน่งที่ใกล้กับท่อนำไข่มากขึ้น พร้อมจัดเวลาให้ตรงกับช่วงตกไข่

โอกาสตั้งครรภ์จากการทำ IUI อยู่ที่เท่าไร

2026-07 IUI (3)

ตามข้อมูลของ LRC การทำ IUI มีโอกาสตั้งครรภ์โดยเฉลี่ยประมาณ 10–15% ต่อรอบ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะได้รับผลลัพธ์เท่ากัน เพราะความสำเร็จขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อายุของฝ่ายหญิง คุณภาพของไข่ คุณภาพและจำนวนอสุจิ สภาพของท่อนำไข่ รวมถึงสาเหตุของภาวะมีบุตรยาก

เมื่อเทียบกับการทำเด็กหลอดแก้วอย่าง IVF หรือ ICSI การทำ IUI อาจมีโอกาสตั้งครรภ์ต่อรอบน้อยกว่า เนื่องจากยังต้องอาศัยการเดินทางของอสุจิ การปฏิสนธิ และการพัฒนาของตัวอ่อนภายในร่างกายตามกระบวนการธรรมชาติ

อย่างไรก็ตาม IUI มีความซับซ้อนน้อยกว่า ไม่ต้องเข้ารับการเก็บไข่ และโดยทั่วไปอาจไม่จำเป็นต้องเข้าพบแพทย์บ่อยเท่ากระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว ค่าใช้จ่ายจึงมักต่ำกว่าการทำ IVF และ ICSI ทำให้ IUI เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่มีปัจจัยสุขภาพเหมาะสม

ผลลัพธ์ของการรักษาแตกต่างกันในแต่ละบุคคล การประเมินกับแพทย์ของ คลินิกผู้มีบุตรยาก จึงมีความสำคัญ เพราะช่วยให้ทราบว่าวิธีนี้มีโอกาสเหมาะกับข้อมูลสุขภาพของคู่สมรสมากน้อยเพียงใด

IUI เหมาะกับใครบ้าง

เนื่องจาก IUI ยังอาศัยกระบวนการปฏิสนธิตามธรรมชาติอยู่มาก ผู้ที่เหมาะกับวิธีนี้จึงควรมีองค์ประกอบพื้นฐานที่เอื้อต่อการเดินทางของอสุจิและการปฏิสนธิ

โดยทั่วไป การทำ IUI อาจเหมาะกับคู่แต่งงานใหม่ ผู้หญิงอายุต่ำกว่า 35 ปี คู่ที่ฝ่ายชายมีคุณภาพอสุจิลดลงเพียงเล็กน้อย และผู้หญิงที่ไม่มีภาวะท่อนำไข่อุดตันหรือพังผืดในอุ้งเชิงกรานระดับรุนแรง

ในกรณีของฝ่ายชาย แพทย์อาจพิจารณาการทำ IUI เมื่อพบปัญหาเกี่ยวกับน้ำเชื้อในระดับที่ยังสามารถใช้วิธีนี้ได้ เช่น น้ำเชื้อมีความเข้มข้นน้อย, มีปริมาณน้ำเชื้อน้อย, อสุจิบางส่วนเคลื่อนไหวได้ไม่ดี, ความแข็งแรงของอสุจิลดลงเล็กน้อย หรือยังมีอสุจิที่เคลื่อนไหวได้ดีในจำนวนเพียงพอ โดยข้อมูลของ LRC ระบุว่า ฝ่ายชายควรมีอสุจิที่เคลื่อนไหวได้ดีมากกว่า 5 ล้านตัวขึ้นไป ขณะที่แนวทางของ AUA และ ASRM ระบุว่า หากจำนวนอสุจิที่เคลื่อนไหวได้หลังเตรียมน้ำเชื้อต่ำกว่า 5 ล้านตัว โอกาสสำเร็จจาก IUI อาจมีข้อจำกัดมากขึ้น

สำหรับฝ่ายหญิง การทำ IUI อาจนำมาพิจารณาในกรณีต่อไปนี้: อายุยังไม่มาก, มีท่อนำไข่ปกติทั้งสองข้าง หรืออย่างน้อยหนึ่งข้างสามารถใช้งานได้, มีปัญหาปากมดลูกหรือคอมดลูกตีบ ทำให้อสุจิเคลื่อนผ่านได้ยาก, มีภาวะไข่ไม่ตกเรื้อรังจากความผิดปกติบางอย่าง เช่น กลุ่มอาการถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS), มีประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ, ต้องการตั้งครรภ์โดยใช้น้ำเชื้อที่แช่แข็งไว้, ไม่สามารถหรือไม่ต้องการมีเพศสัมพันธ์เพื่อให้เกิดการตั้งครรภ์ หรือมีอาการแพ้น้ำเชื้อ ทำให้ช่องคลอดแดงหรือระคายเคืองเมื่อสัมผัสน้ำเชื้อ

IUI ยังอาจใช้เป็นแนวทางเริ่มต้นในคู่ที่มีภาวะมีบุตรยากโดยไม่ทราบสาเหตุ (Unexplained Infertility) โดยแพทย์อาจพิจารณาใช้ร่วมกับการกระตุ้นไข่และติดตามช่วงตกไข่ตามความเหมาะสมของแต่ละคน

ใครบ้างที่อาจไม่เหมาะกับการทำ IUI

แม้ IUI จะเป็นวิธีที่ไม่ซับซ้อนมาก แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาภาวะมีบุตรยากได้ทุกสาเหตุ โดยเฉพาะกรณีที่อสุจิไม่สามารถเดินทางไปพบกับไข่ได้ แม้จะฉีดเข้าสู่โพรงมดลูกแล้วก็ตาม

ผู้ที่อาจไม่เหมาะกับการทำ IUI ได้แก่: ฝ่ายหญิงมีท่อนำไข่หรือปีกมดลูกอุดตันทั้งสองข้าง, ฝ่ายหญิงมีพังผืดในอุ้งเชิงกรานจากภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ระดับรุนแรง, ฝ่ายชายไม่สามารถหลั่งน้ำเชื้อได้, ฝ่ายชายมีจำนวนอสุจิน้อยมาก เช่น ต่ำกว่า 1 ล้านตัว, ฝ่ายชาย ฝ่ายหญิง หรือทั้งสองฝ่ายเคยผ่านการทำหมัน, เคยทำ IUI มาแล้วประมาณ 3–6 รอบแต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ หรือคู่สมรสมีความเสี่ยงที่ตัวอ่อนจะเกิดโรคหรือความผิดปกติทางพันธุกรรม

ในกรณีที่ท่อนำไข่อุดตันทั้งสองข้าง อสุจิที่ฉีดเข้าสู่โพรงมดลูกจะไม่สามารถเดินทางไปถึงไข่ได้ จึงอาจต้องพิจารณาการทำเด็กหลอดแก้วอย่าง IVF หรือ ICSI ซึ่งนำไข่ออกมาปฏิสนธิภายนอกร่างกายและไม่ต้องอาศัยท่อนำไข่ในขั้นตอนการปฏิสนธิ

IUI ต่างจาก IVF และ ICSI อย่างไร

ความแตกต่างสำคัญระหว่าง IUI, IVF และ ICSI อยู่ที่ตำแหน่งและวิธีที่ไข่กับอสุจิเกิดการปฏิสนธิ

ในการทำ IUI อสุจิที่ผ่านการเตรียมจะถูกฉีดเข้าสู่โพรงมดลูก หลังจากนั้นอสุจิต้องเดินทางไปยังท่อนำไข่และผสมกับไข่ด้วยตัวเอง การปฏิสนธิจึงเกิดขึ้นภายในร่างกายและยังต้องอาศัยท่อนำไข่ที่สามารถใช้งานได้

ส่วนการทำ IVF ไข่และอสุจิจะถูกนำออกมาพบกันในห้องปฏิบัติการ โดยปล่อยให้อสุจิเข้าไปผสมกับไข่ด้วยตัวเอง เมื่อพัฒนาเป็นตัวอ่อนจึงนำกลับเข้าสู่โพรงมดลูก

สำหรับ ICSI นักวิทยาศาสตร์จะคัดเลือกอสุจิหนึ่งตัวแล้วฉีดเข้าสู่เซลล์ไข่โดยตรง เป็นวิธีที่อาจเหมาะกับกรณีมีปัญหาด้านอสุจิ หรือเคยใช้วิธีอื่นแล้วไม่สำเร็จ

ดังนั้น IUI อาจเหมาะกับผู้ที่ยังมีโอกาสปฏิสนธิตามธรรมชาติ ขณะที่ IVF และ ICSI อาจนำมาพิจารณาเมื่อมีปัจจัยซับซ้อนมากขึ้น เช่น ท่อนำไข่อุดตัน คุณภาพอสุจิผิดปกติอย่างชัดเจน หรือมีความจำเป็นต้องตรวจคัดกรองตัวอ่อนก่อนย้ายเข้าสู่โพรงมดลูก

ข้อดีของการทำ IUI

ข้อดีสำคัญของ IUI คือเป็นวิธีดูแลภาวะมีบุตรยากที่ใกล้เคียงกับธรรมชาติ เนื่องจากไข่และอสุจิยังเกิดการปฏิสนธิกันภายในร่างกาย และตัวอ่อนจะเคลื่อนเข้าสู่โพรงมดลูกตามกระบวนการธรรมชาติ

ขั้นตอนของ IUI ไม่ซับซ้อนเท่าการทำ IVF หรือ ICSI เพราะไม่ต้องผ่านกระบวนการเก็บไข่และเพาะเลี้ยงตัวอ่อนภายนอกร่างกาย จึงมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการทำเด็กหลอดแก้ว และโดยทั่วไปทำให้ผู้รับบริการเจ็บตัวน้อยกว่า

IUI ยังสามารถใช้วางแผนการตั้งครรภ์ในคู่ที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันตลอดเวลา โดยฝ่ายชายอาจฝากน้ำเชื้อแช่แข็งไว้และนำมาใช้ในช่วงเวลาที่ฝ่ายหญิงตกไข่ รวมถึงบางกรณีอาจสามารถทำในรอบธรรมชาติโดยไม่ต้องใช้ยากระตุ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์

ก่อนทำ IUI ควรปรับการใช้ชีวิตอย่างไร

ไม่ว่าจะวางแผนตั้งครรภ์ตามธรรมชาติ ทำ IUI, IVF หรือ ICSI การดูแลสุขภาพก่อนเริ่มกระบวนการเป็นพื้นฐานที่สำคัญสำหรับทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย

ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นโปรตีน ผัก ผลไม้ และสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย พร้อมลดอาหารที่มีไขมันสูง แป้ง น้ำตาล และอาหารแปรรูป ออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องครั้งละประมาณ 30–45 นาที อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3–4 ครั้ง นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอประมาณ 6–7 ชั่วโมงต่อวัน และพยายามเข้านอนก่อนเวลา 23.00 น.

สำหรับวิตามินหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ควรใช้ตามคำแนะนำของแพทย์ ฝ่ายหญิงอาจได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับกรดโฟลิก รวมถึงสารอาหารบางชนิด เช่น Astaxanthin, Coenzyme Q10, Vitamin C และ Vitamin E ส่วนฝ่ายชายอาจได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับ Astaxanthin, Coenzyme Q10 และ Zinc โดยชนิดและปริมาณที่เหมาะสมควรเป็นไปตามคำแนะนำของแพทย์แต่ละราย

ฝ่ายหญิงต้องตรวจอะไรบ้างก่อนทำ IUI

ก่อนเริ่มทำ IUI ฝ่ายหญิงควรได้รับการตรวจสุขภาพและประเมินระบบสืบพันธุ์ เพื่อดูความพร้อมของร่างกาย ติดตามการทำงานของรังไข่ และตรวจหาปัจจัยที่อาจมีผลต่อการตั้งครรภ์

การตรวจเลือดชุดฝากครรภ์และโรคติดเชื้อประกอบด้วย CBC, หมู่เลือด และ Rh Group, เชื้อ HIV, ซิฟิลิส (VDRL), ไวรัสตับอักเสบ (HBsAg, Anti-HCV), ภูมิคุ้มกันหัดเยอรมัน (Rubella IgG) และโรคธาลัสซีเมีย (Hemoglobin Typing)

นอกจากนี้ ฝ่ายหญิงอาจได้รับการตรวจอัลตราซาวด์ทางช่องคลอด (TVS) เพื่อประเมินมดลูกและรังไข่ รวมถึงตรวจระดับฮอร์โมนในเลือดเพิ่มเติม เช่น Estradiol (E2), FSH, Prolactin, LH และ AMH ตามดุลยพินิจของแพทย์

ฝ่ายชายต้องเตรียมตัวและตรวจอะไรบ้างก่อนทำ IUI

ฝ่ายชายควรได้รับการตรวจเลือดเพื่อคัดกรองโรคติดเชื้อ เช่น HIV, ซิฟิลิส (VDRL) และไวรัสตับอักเสบ (HBsAg, Anti-HCV) รวมถึงตรวจคุณภาพน้ำเชื้อ (Sperm Analysis) เพื่อประเมินจำนวน ความเข้มข้น และการเคลื่อนไหวของอสุจิ

ก่อนวันเก็บน้ำเชื้อ ฝ่ายชายควรงดการมีเพศสัมพันธ์หรือการหลั่งน้ำเชื้อประมาณ 3–5 วัน พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และงดสูบบุหรี่ ในวันเก็บน้ำเชื้อ ควรทำความสะอาดมือและอวัวะเพศให้สะอาดก่อนเก็บตัวอย่าง

ทำ IUI ได้กี่ครั้ง และเมื่อไรควรเปลี่ยนวิธีรักษา

โดยทั่วไปสามารถทำ IUI ต่อเนื่องได้ตามความเหมาะสม แต่ข้อมูลของ LRC แนะนำว่าไม่ควรทำเกิน 6 รอบการรักษา เนื่องจากโอกาสตั้งครรภ์สะสมหลังทำมากกว่า 6 ครั้งอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

หากทำ IUI มาแล้วประมาณ 3–6 รอบแต่ยังไม่ตั้งครรภ์ แพทย์อาจประเมินข้อมูลอีกครั้ง และพิจารณาเปลี่ยนแนวทางเป็น IVF หรือ ICSI ซึ่งควบคุมขั้นตอนการปฏิสนธิและการเพาะเลี้ยงตัวอ่อนได้มากกว่า

วางแผนทำ IUI กับ LRC Fertility Clinic

2026-07 IUI (4)

การทำ IUI เป็นหนึ่งในแนวทางดูแลผู้มีบุตรยากที่ไม่ซับซ้อนมากและยังใกล้เคียงกับการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติ แต่หัวใจสำคัญคือการเลือกใช้ในผู้ที่มีปัจจัยสุขภาพเหมาะสม ไม่ใช่ทุกคู่ที่เริ่มรักษาจะจำเป็นต้องทำ IUI และไม่ใช่ทุกคู่ที่ควรข้ามไปทำ IVF หรือ ICSI ตั้งแต่แรก

LRC Fertility Clinic เป็นคลินิกผู้มีบุตรยากที่ให้บริการตรวจประเมินและดูแลด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์หลายแนวทาง ไม่ว่าจะเป็น IUI, IVF, ICSI, การฝากไข่ และบริการอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยแพทย์จะพิจารณาข้อมูลของทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชายก่อนวางแผนรักษา

สำหรับผู้ที่กำลังค้นหา คลินิกผู้มีบุตรยาก หรือ Fertility Clinic Bangkok เพื่อเริ่มตรวจหาสาเหตุ การเข้ารับการประเมินตั้งแต่ต้นจะช่วยให้ทราบว่าร่างกายยังเหมาะกับการทำ IUI หรือควรเลือกแนวทางอื่นที่สอดคล้องกับอายุ คุณภาพไข่ คุณภาพอสุจิ และระยะเวลาที่พยายามมีบุตร